Text: ฉันทนา บุญยิ่ง
หวานลิ้นกินตาย
เป็นธรรมดาโลกที่ของสวยงามมักได้เปรียบในเชิงที่จะได้รับความสนใจก่อนเสมอ ส่วนเรื่องประโยชน์ใช้สอยให้กันไว้ทีหลัง ฉันใดก็ฉันนั้น คำพูด กิริยา ท่าทางอาการอันน่ารักอ่อนหวานของคน ย่อมต้องเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้พบเห็นได้แต่ทีแรกอย่างไร้ข้อกังขา
จะไม่ยกตัวอย่างเป็นละครทีวีด้วยว่ากลัวจะซ้ำกับเรื่องอีหวานข้างต้น แต่ก็ไม่เห็นตัวอย่างอื่นจะชัดไปกว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ละครหน้ากากดอกซ่อนกลิ่น จากบทประพันธ์ของแก้วเก้า จัดว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่จะย้ำว่าคำพูดหวานๆ อันไพเราะเสนาะหู ย่อมเป็นที่ชื่นมื่นแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง พอไปเทียบกับตัวละครที่ชื่อป้าไขแสงที่เป็นนางป้าปากร้าย วันๆ ได้แต่เที่ยวไล่ว่าติเตียนคนนั้นคนนี้ หนำซ้ำยังพูดจาโผงผางโฉ่งฉ่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม มีรึพ่อพระเอกจะไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับคำพูดหวานๆ ของแม่เลี้ยงแสนสวย
ตัดมาที่ละครที่ยังออกอากาศอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ อย่างเรื่องน้ำตาลไหม้ ทุกครั้งที่ตัวละครชื่อเนียนออกมา ก็จะเป็นอันได้ขนลุกขนพองสยองเกล้าไปเสียทุกครั้ง เพราะเข็ดขยาดว่าคนตอหลดตอแหลสร้างภาพแบบนี้มิใช่จะมีแต่ในนิยายเท่านั้นหรอก หากแต่ตัวเป็นๆ ก็เคยพบเจอมาแล้วและยังทึ่งไม่หาย คนอะไรจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เคย ไร้เดียงสา น่ารัก พูดจาอ่อนหวานอ่อนโยน (หรือที่สมัยนี้เรียกสั้นๆ ว่าแอ๊บแบ๊ว) บอกว่าไม่เคยคุ้นกับเพศชายแต่ก่อนหน้านี้ผ่านมาไม่รู้กี่ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ในขณะที่ตัวนางเอกได้ชื่อว่ามีผัว ไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย ติดแค่ที่ว่าผัวเป็นเกย์ เรื่องอย่างว่าจึงยังไม่ได้บรรลุ คิดดูแล้วก็เศร้า เราจะรู้ได้อย่างไรกัน ว่าภายใต้ใบหน้า ท่าทางกิริยาอ่อนหวานน่ารักราวกับว่าไม่เคยนั้น ภายในมันเน่าหนอนฟอนเฟะขนาดไหน
ในเมื่อธรรมชาติสร้างเพศหญิงมาให้เป็นเพศที่อ่อนแอทางสรีระ จึงหมายรวมเอาไปด้วยว่าจะต้องอ่อนโยนทางจิตใจ อ่อนไหวสะเทือนใจง่าย ไอ้เรื่องท่าทางก๋ากั่นคิดยังไงก็พูดอย่างนั้นถือเป็นเรื่องทำไม่ได้มาแต่ไหนแต่ไร มายุคสมัยนี้ผู้หญิงกล้าหาญชาญชัยกันมากขึ้น กล้าคิดกล้าแสดงออก แต่พอเอาเข้าจริง เหล่าบุรุษเพศก็ยังแอบนิยมชมชอบกับความ “หวานแหววใสซื่อ” กันอยู่ดี
ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่าผู้หญิงก็มีนิสัยนักล่าไม่แพ้ผู้ชาย หากแต่ต่างกันที่วิธีการ สมัยก่อนอาจมองว่าพวกหล่อนนั่งรอนอนรอให้มีคนมาสู่ขอที่บ้าน แต่ก็เปล่า ก่อนหน้านั้นผู้หญิงต้องลงทุนลงแรงไปกับการบำรุงรูปโฉมให้น่าดู เสียเวลาไปกับการรักษากิริยามารยาทให้เป็นที่ถูกอกถูกใจคนที่ตัวเอง “เล็ง” เอาไว้ พอมาสมัยนี้ เมื่อเล็งเห็นเป้าหมายที่ต้องการแล้วแต่ละนางก็ย่อมมีวิธีการแตกต่างกันออกไป บ้างเลือกที่จะบุกจู่โจมซึ่งได้ผลเร็วแต่ผลการทดลองนั้นยังไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง แต่ก็ไม่น้อยที่เลือกแสร้งว่าตนเป็นคนอ่อนหวาน อย่างน้อยก็เพื่อมัดใจในระยะแรก ที่พูดมานี่ผสมประสบการณ์ตรงเล็กน้อยเพราะสมัยเป็นวัยรุ่นก็เคยหลอกตัวเอง (คิดไปเอง) รวมทั้งหลอกคนอื่นด้วยว่าตัวเองเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน เป็นนางสาวอะไรก็ได้ ใครว่าอะไรก็ “ค่ะๆ” ไร้ซึ่งความคิดเห็นราวกับมีสมองไว้คั่นหู ที่ทนไปช่วงหนึ่งนั้นก็ด้วยนิสัยอยากเอาชนะผู้ชายที่คิดว่าอยากได้ แต่พอได้มาแล้วก็ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรและทนเก็บกดความเป็นตัวเองเอาไว้ได้ไม่นาน ผลคือเมื่ออายุเลยผ่านจึงเพิ่งเรียนรู้ว่าแม้ตัวจะไม่ได้ก๋ากั๋นเปิ๊ดสะก๊าดเช่นสาวสังคม แต่ก็ไม่ใช่คนอ่อนหวานเรียบร้อยซักกระผีกริ้น ออกจะหนักไปทางปากร้าย ใจร้อน และพูดจาไม่ได้คิดเสียด้วยซ้ำ
คำพูดหวานหู ใครบ้างเล่าไม่ชอบใจ ใครได้ฟังก็ต้องเป็นสุข ท่วงท่ากิริยาน่ารักเสมือนอ่อนต่อโลก (ส่วนเรื่องจริงจะอ่อนหรือไม่ไม่สำคัญ ขอให้ได้ผู้ชายคนนั้นมาก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลัง) ใครเห็นก็ต้องถูกใจ ส่วนไอ้พวกปากมาก ผีเจาะปากมาพูด ขวานผ่าซาก พูดจามะนาวไม่มีน้ำ กว่าชายใดจะเห็นความงามความน่ารัก ก็คงต้องรอให้เขาไปค้นพบกับแม่พวกแรกกันเสียก่อน ซึ่งก็คงเสียเวลาไปโข ซ้ำร้าย ในสิบคนจะมีเหลือหรอมาถึงซักกี่มากน้อย แต่คิดไปคิดมา มันดีแล้วละหรือที่จะเอาคำพูดอาบน้ำผึ้ง หวานลิ้น หวานหู แต่กินแล้วตาย เหมือนยาพิษเคลือบน้ำตาลไปล่อหลอกคนอื่น หลอกใครก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองละอายบ้างไหม ส่วนไอ้คนโดนหลอก จะว่าดูไม่ออกก็ไม่ใช่ แต่โดยมากเป็นประเภท “รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก” เสียมาก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เมื่อไหร่ที่สำลักยาพิษ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รสหวานลิ้นที่เคลือบไว้ละลายหายสูญไปหมดแล้ว เมื่อนั้นหากมาพิราบรำพันให้เห็น แม่จะหัวร่อให้ฟันหักกันเลยทีเดียวเชียว

